
ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
ชื่อสามัญ Maize, Corn
ชื่อวิทยาศาสตร์ Zea mays L.
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
ความสูงจากระดับน้ำทะเล ไม่เกิน 1,000 เมตร
ความลาดเอียงไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์
ดินร่วน ดินร่วนเหนียว ดินร่วนทราย หรือดินเหนียว
ความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง มีอินทรียวัตถุไม่น้อยกว่า 1.0 เปอร์เซ็นต์มีฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ไม่น้อยกว่า
10 ส่วนในล้านส่วนโพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ไม่น้อยกว่า 60 ส่วนในล้านส่วน
การระบายน้ำและถ่ายเทอากาศดี
ระดับหน้าดินลึกไม่น้อยกว่า 25 เซนติเมตร
ค่าความเป็นกรดด่างระหว่าง 5.5-7.0
อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตประมาณ 25-35 องศาเซลเซียส
ปริมาณน้ำฝนกระจายสม่ำเสมอ 1,000-1,200 มิลลิเมตรต่อปี
พันธุ์ที่นิยมปลูก
มีอายุเก็บเกี่ยว 100-120 วัน แหล่งปลูกที่สำคัญได้แก่ จังหวัดนครสวรรค์ ปราจีนบุรี
สระบุรี ลพบุรี นครราชสีมา เพชรบูรณ์ สุโขทัย และเลย มี 2 กลุ่ม
พันธุ์ลูกผสม
เป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ปลูกทั้งหมด มีลักษณะทางการเกษตรสม่ำเสมอ
ได้แก่ ขนาดฝัก ความสูงฝัก ความสูงต้น อายุถึงวันออกไหม และเก็บเกี่ยว ให้ผลผลิตและคุณภาพสูงกว่าพันธุ์ผสมเปิด
จึงเป็นที่ต้องการของตลาด
ไม่สามารถเก็บเมล็ดไว้ทำพันธุ์ได้
ทุกพันธุ์ไม่ต้านทานต่อโรคราน้ำค้าง ยกเว้น นครสวรรค์ 72 และสุวรรณ 3851
เมล็ดพันธุ์ราคากิโลกรัมละ 60-90 บาท
พันธุ์ที่นิยมปลูกในปัจจุบัน มี 7 พันธุ์
พันธุ์ผสมเปิด
ลักษณะทางการเกษตรไม่สม่ำเสมอเมื่อเทียบกับพันธุ์ลูกผสม
ต้านทานต่อโรคราน้ำค้าง
เมล็ดพันธุ์ราคาถูกกว่าพันธุ์ลูกผสมประมาณ 5 เท่า คือ ราคากิโลกรัมละ 10-20 บาท
พันธุ์ที่นิยมปลูก มี 2 พันธุ์
พันธุ์ที่นิยมปลูก
พันธุ์ |
ความสูงต้นเฉลี่ย (ซม.) |
ความสูงฝักเฉลี่ย (ซม.)
|
อายุ ออกไหม* (วัน) |
อายุเก็บ เกี่ยว(วัน) |
ผลผลิต (กก.ไร่) |
เปอร์เซนต์กะเทาะ เมล็ดเฉลี่ย |
การเป็นโรค |
|
ราน้ำค้าง |
ราสนิม |
|||||||
| ซีพีดีเค 888 | 210 |
120 |
58 |
110 - 120 |
1,000 |
81 |
ไม่ต้านทาน |
ไม่ต้านทาน |
| ไพโอเนียร์ 3013 | 200 |
110 |
54 |
110 - 120 |
1,100 |
81 |
ไม่ต้านทาน |
ไม่ต้านทาน |
| แปซิฟิค 983 | 190 |
100 |
55 |
110 - 120 |
1,100 |
80 |
ไม่ต้านทาน |
ไม่ต้านทาน |
| คาร์กิล 919 | 180 |
100 |
54 |
110 - 120 |
1,100 |
83 |
ไม่ต้านทาน |
ไม่ต้านทาน |
| เทพีวีนัส 49 | 200 |
100 |
53 |
110 - 120 |
1,100 |
80 |
ไม่ต้านทาน |
ไม่ต้านทาน |
| นครสวรรค์ 72 | 210 |
100 |
56 |
110 - 120 |
1,100 |
79 |
ต้านทาน |
ต้านทานปานกลาง |
| สุวรรณ 3851 | 200 |
110 |
54 |
110 - 120 |
1,000 |
79 |
ต้านทาน |
ต้านทาน |
| สุวรรณ 5 | 200 |
110 |
54 |
110 - 120 |
800 |
78 |
ต้านทาน |
ต้านทาน |
| นครสวรรค์ 1 | 190 |
100 |
52 |
110 - 120 |
700 |
79 |
ต้านทาน |
ไม่ต้านทาน |
* อายุออกไหมและเกสรตัวผู้ใกล้เคียงกัน
การปลูก
ฤดูปลูก
ต้นฤดูฝน เดือนเมษายน-พฤษภาคม
ปลายฤดูฝนเดือนกรกฏาคม-สิงหาคม
การเตรียมดิน
ไถด้วยผาลสาม 1 ครั้ง ลึก 20-30 เซนติเมตร ตากดิน 7-10 วัน พรวนด้วยผาลเจ็ด 1
ครั้งปรับระดับดินให้สม่ำเสมอ แล้วคราดเก็บเศษซากราก เหง้าหัวและไหลของวัชพืชข้ามปีออกจากแปลง
วิเคราะห์ดินก่อนปลูก
o ถ้าดินมีความเป็นกรดด่างต่ำกว่า 5.5 ก่อนเตรียมดิน ควรหว่านปูนขาว อัตรา 100
กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับดินร่วนทราย และอัตรา 200-400 กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับดินร่วนดินร่วนเหนียว
หรือดินเหนียว แล้วไถกลบ
o ถ้าดินมีอินทรียวัตถุต่ำกว่า 1.0 เปอร์เซ็นต์ก่อนเตรียมดินให้หว่านปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่ย่อยสลายดีแล้ว
อัตรา 500 กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับดินเหนียวและดินร่วนเหนียว และอัตรา 1,000 กิโลกรัมต่อไร่สำหรับดินร่วนและดินร่วนทราย
หรือหว่านพืชบำรุงดิน เช่น ถั่วเขียว อัตรา 5 กิโลกรัมต่อไร่ หรือ ถั่วแปบ อัตรา
10 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วไถกลบในระยะเริ่มติดฝักหรือหลังเก็บเกี่ยวพืชบำรุงดิน
วิธีการปลูก
ปลูกด้วยแรงงาน
ระยะระหว่างแถว 75 เซนติเมตร ระยะระหว่างหลุม 25 เซนติเมตร อัตราปลูก 8,500 ต้นต่อไร่
ใช้เมล็ดพันธุ์ 3-4 กิโลกรัมต่อไร่
ใช้จอบขุดเป็นหลุม หรือรถไถเดินตามหรือแทรกเตอร์ติดหัวเปิดร่อง หยอดเมล็ดหลุมละ
1-2 เมล็ด กลบดินให้แน่น
เมื่อข้าวโพดอายุประมาณ 14 วันหลังงอก ถอนแยกให้เหลือหลุมละ 1 ต้น ++++++
ปลูกด้วยเครื่องปลูก
ใช้รถแทรกเตอร์ลากจูงเครื่องปลูกพร้อมใส่ปุ๋ยติดท้าย ปรับให้มีระยะระหว่างแถว
75 เซนติเมตร ระยะระหว่างหลุม 20 เซนติเมตร จำนวน 1 ต้นต่อหลุม หรืออัตราปลูกประมาณ
10,600 ต้นต่อไร่ ใช้เมล็ด 2-3 กิโลกรัมต่อไร่ โดยไม่ถอนแยก
การดูแลรักษา
การให้ปุ๋ย
ดินเหนียวสีดำ ถ้ามีฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์สูงกว่า
10 ส่วนในล้านส่วน ให้ปุ๋ยเคมีสูตร 21-0-0 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ หรือสูตร 46-0-0
อัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่ โดยโรยข้างแถวหลังปลูก 20-25 วัน ถ้าฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ต่ำกว่า
10 ส่วนในล้านส่วน ให้ปุ๋ยเคมีสูตร 20-20-0 อัตรา 40 กิโลกรัมต่อไร่ หรือสูตร 16-20-0
อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ รองก้นร่องพร้อมปลูก และให้ปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่
หรือสูตร 21-0-0 อัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่ โรยข้างแถวหลังปลูก 20-25 วัน แล้วพรวนดินกลบ
ดินเหนียวสีแดง ดินเหนียวสีน้ำตาล หรือดินร่วนเหนียวสีน้ำตาล
ให้ปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0 หรือ 16-16-8 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ รองก้นร่องพร้อมปลูก
และให้ปุ๋ยเคมีสูตร 21-0-0 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ หรือสูตร 46-0-0 อัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่
โรยข้างแถวหลังปลูก 20-25 วัน แล้วพรวนดินกลบ
ดินร่วน หรือดินร่วนทราย ให้ปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-8
หรือสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ รองก้นร่องพร้อมปลูก และปุ๋ยเคมีสูตร
21-0-0 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ โรยข้างแถวหลังปลูก 20-25 วัน แล้วพรวนดินกลบ
ศัตรูและการป้องกันกำจัด
โรคที่สำคัญและการป้องกันกำจัด
โรคราน้ำค้าง หรือโรคใบลาย ระบาดรุนแรงในระยะต้นอ่อนถึงอายุประมาณ
1 เดือน ทำให้ยอดมีข้อ ต้นแคระแกร็น ใบเป็นทางสีขาว เขียวอ่อน หรือเหลืองอ่อน ไปตามความยาวของใบ
พบผงสปอร์สีขาวเป็นจำนวนมากบริเวณใต้ใบในเวลาเช้ามืดที่มีความชื้นสูง ถ้าระบาดรุนแรงต้นจะแห้งตาย
แต่ถ้าต้นอยู่รอดจะไม่ออกฝักหรือติดฝักแต่ไม่มีเมล็ด ควรคลุกเมล็ดพันธุ์ก่อนปลูกด้วย
เมตาแลกซิล อัตรา 7 กรัม/เมล็ด 1 กก.
โรคราสนิม เกิดได้แทบทุกส่วนของต้นข้าวโพด ระยะแรกพบจุดนูน
สีน้ำตาลแดง ขนาด 0.2-1.3 มิลลิเมตร ต่อมาแผลจะแตกเห็นเป็นผงสีสนิม ถ้าระบาดรุนแรงจะทำให้ใบแห้งตาย
" ในแหล่งที่มีโรคระบาดให้ปลูกพันธุ์ต้านทาน ได้แก่ นครสวรรค์ 72 สุวรรณ 3851
หรือสุวรรณ 5 " หลีกเลี่ยงการปลูกข้าวโพดหวาน ข้าวโพดข้าวเหนียวซึ่งอ่อนแอต่อโรคและเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค
แมลงศัตรูที่สำคัญและการป้องกันกำจัด
หนอนเจาะลำต้นข้าวโพด เจาะเข้าทำลายส่วนยอดช่อดอกตัวผู้
และลำต้น ทำให้ต้นชะงักการเจริญเติบโต หักล้มง่าย เมื่อมีการระบาดรุนแรงจะเข้าทำลายฝัก
พบการทำลายในแหล่งปลูกทั่วไป การป้องกันกำจัด พ่นสารไซเพอร์เมทริน (15% อีซี) 10
มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตรและไตรฟลูมูรอน(25% ดับบลิวพี) 30 กรัม/น้ำ 20 ลิตร
หนอนกระทู้หอม หนอนกัดกินทุกส่วนในระยะต้นอ่อน
จะทำความเสียหายรุนแรงเมื่อหนอนมีความยาวตั้งแต่ 2 เซนติเมตร หากจำเป็นให้พ่นสารนิวเคลียร์โพลีฮีโดรซิสไวรัส
20-30 มล./น้ำ 20 ลิตร และเบตาไซฟลูทริน(2.5% อีซี) 40 มล./น้ำ 20 ลิตร
มอดดิน กัดกินใบตั้งแต่เริ่มงอกถึงอายุประมาณ 14
วัน ทำให้ต้นอ่อนตาย หรือชะงักการเจริญเติบโต ต้นที่รอดตายจะเก็บเกี่ยวได้ล่าช้า
ควรคลุกเมล็ดพันธุ์ก่อนปลูกด้วย อิมิดาโคลพริด (70% ดับบลิวเอส) 5 กรัม/เมล็ด 1
กก./น้ำ 20 ลิตร
สัตว์ศัตรูที่สำคัญและการป้องกันกำจัด
หนู ทำลายตั้งแต่เริ่มเป็นฝักอ่อนจนถึงเก็บเกี่ยว
สกุลหนูพุกกัดโคนต้นให้ล้มแล้วกัดกินฝัก สกุลหนูท้องขาว ได้แก่ หนูบ้านท้องขาว
หนูนาใหญ่ หนูนาเล็ก และสกุลหนูหริ่งปีนกัดแทะฝักบนต้น การป้องกันกำจัด หากทำความเสียหายอย่างรุนแรงให้ใช้วิธีป้องกันกำจัดแบบผสมผสาน
คือ ใช้กรงดักหรือกับดัก ร่วมกับการใช้เหยื่อพิษ
วัชพืชที่สำคัญและการป้องกันกำจัด
ไถ 1 ครั้ง ตากดิน 7-10 วัน พรวน 1 ครั้ง แล้วคราดเก็บเศษซาก ราก เหง้า หัวและไหล
ของวัชพืชข้ามปี ออกจากแปลง
กำจัดวัชพืชระหว่างแถวปลูกด้วยแรงงานหรือเครื่องจักรกล เมื่อข้าวโพดอายุ 20 -
25 วัน ก่อนให้ปุ๋ย
ในกรณีที่กำจัดวัชพืชด้วยแรงงานหรือเครื่องจักรกลไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ควรใช้สารกำจัดวัชพืช
การเก็บเกี่ยว
เก็บเกี่ยวเมื่อข้าวโพดแก่จัด หรือแห้งหมดทั้งแปลงแล้ว 7 วัน เมล็ดจะมีความชื้นประมาณ
23 เปอร์เซ็นต์
ถ้าต้องการใช้พื้นที่ปลูกพืชอื่นตามข้าวโพด ควรเก็บเกี่ยวเมื่อใบข้าวโพดเปลี่ยนเป็นสีฟางข้าวทั้งแปลง
เมล็ดจะมีความชื้นประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์
ไม่ควรเก็บเกี่ยวข้าวโพดหลังฝนตก เพราะเมล็ดจะมีความชื้นสูง ควรปล่อยให้ฝักและต้นข้าวโพดแห้งก่อน
ใช้ไม้หรือเหล็กแหลมแทงปลายฝัก ปอกเปลือก แล้วหักฝักข้าวโพดใส่กระสอบ นำไปเทกองรวมไว้ในยุ้งฉาง
หรือ ใช้เครื่องเก็บเกี่ยว
การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวเหมาะสมเพื่อหลีกเลี่ยงการปนเปื้อนสารพิษอะฟลาทอกซินซึ่งเกิดจากเชื้อราในเมล็ดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
ในระดับพ่อค้าท้องถิ่น
![]()
จัดทำโดย : ดาราวรรณ ทวีศักดิ์บวรกุล