
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
ดินร่วน ดินร่วนเหนียวปนทราย หรือดินร่วนปนทราย
ความอุดมสมบูรณ์สูงมีปริมาณอินทรียวัตถุไม่น้อยกว่า 1.5 เปอร์เซ็นต์ ฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์มากกว่า
10 ส่วนในล้านส่วน และโพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ไม่น้อยกว่า 40 ส่วนในล้านส่วน
การระบายน้ำและถ่ายเทอากาศดี
ระดับหน้าดินลึก 25 - 30 เซนติเมตร
ค่าความเป็นกรดด่างระหว่าง 5.5 - 6.8
อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต 24 - 35 องศาเซลเซียส
ปริมาณน้ำฝนกระจายสม่ำเสมอ 1,000-1,200 มิลลิเมตรต่อปี
การเลือกพันธุ์
ผลผลิตมีคุณภาพมาตรฐานตรงตามที่โรงงานหรือตลาดต้องการเจริญเติบโตดีเหมาะกับสภาพดินฟ้าอากาศ
พันธุ์ที่นิยมปลูก
พันธุ์ลูกผสม
เป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกมากกว่าพันธุ์ผสมเปิด มีลักษณะทางการเกษตรสม่ำเสมอ ได้แก่
ขนาดฝัก ความสูงฝัก ความสูงต้น อายุถึงวันออกไหมและเก็บเกี่ยว ให้ผลผลิตและคุณภาพสูงกว่าพันธุ์ผสมเปิดเป็นที่ต้องการของโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูป
และบริโภคฝักสด
ไม่สามารถเก็บเมล็ดไว้ทำพันธุ์ได้
พันธุ์ที่นิยมปลูกในประเทศไทยมี 2 ชนิด คือ ข้าวโพดหวานที่มียีนบริทเทิลควบคุมความหวาน
ได้แก่ พันธุ์เอที เอส-2 หรือชูการ์ 74 และข้าวโพดหวานที่มียีนชรังเค่นควบคุมความหวาน
เช่น พันธุ์ชูการ์ 73 ไฮ-บริกซ์ 10 และอินทรี 2 เป็นต้น โดยมีส่วนแบ่งการตลาดใกล้เคียงกัน
ไม่ควรนำข้าวโพดหวานที่มียีนทั้งสองชนิดมาปลูกในบริเวณใกล้เคียงกันเพราะจะเกิดการผสมข้ามพันธุ์ทำให้เมล็ดไม่มี
ความหวาน ตลาดไม่ยอม-รับ
พันธุ์ที่นิยมปลูก มีเมล็ดสีเหลือง สามารถเก็บเกี่ยวได้เมื่อ 1820 วันหลังออกไหม
50 เปอร์เซ็นต์ ได้แก่
พันธุ์ผสมเปิด
ลักษณะทางการเกษตรไม่สม่ำเสมอ เมื่อเปรียบเทียบกับพันธุ์ลูกผสม
สามารถเก็บเมล็ดไว้ทำพันธุ์ต่อได้ 2-3 รุ่น โดยปลูกห่างจากพันธุ์อื่นไม่น้อยกว่า
300 เมตร หรือทิ้งช่วงการปลูกจาก พันธุ์อื่นไม่น้อยกว่า 21 วัน แล้วคัดเลือกฝักที่มีลักษณะตรงตามพันธุ์อย่างน้อย
200 ต้นต่อไร่
พันธุ์ที่นิยมปลูกในปัจจุบัน มี 1 พันธุ์
สรุปรายละเอียดเกี่ยวกับพันธุ์ข้าวโพดหวานที่นิยมปลูก
พันธุ์ |
อายุวันออก |
ผลผลิตฝักสด |
ความหวาน (องศาบริกช์) |
เมล็ด |
||
ทั้งเปลือก (กก./ไร่) |
ปอกเปลือก (กก./ไร่) |
สี |
คุณภาพ |
|||
| พันธุ์ลูกผสม | ||||||
| เอทีเอส-2 หรือ ซูการ์ 74 | 50-52 |
2,000-3,000 |
1,400-1,800 |
15.0 |
เหลือง | หวาน กรอบไม่ติดฟัน |
| ชูการ์ 73 | 55-57 |
2,500-3,500 |
1,800-2,400 |
14.0 |
เหลือง | หวาน นุ่ม ไม่ติดฟัน |
| ไฮ-บริกซ์ 10 | 51-54 |
2,500-2,950 |
1,600-2,200 |
14.0 |
เหลือง | หวาน นุ่ม ไม่ติดฟัน |
| อินทรี 2 | 48-50 |
1,800-2,300 |
1,200-1,400 |
14.5 |
เหลือง | หวาน กรอบไม่ติดฟัน |
| พันธุ์ผสมเปิด | ||||||
| ฮาวายเอี้ยนชูการ์ซูเปอร์สวีท | 45-48 |
1,500-1,900 |
900-1,200 |
14.0 |
เหลือง | หวานกรอบ |
ฤดูปลูก
ปลูกได้ตลอดทั้งปี ถ้ามีแหล่งน้ำเพียงพอสำหรับใช้เมื่อจำเป็น
ช่วงปลูกที่ผลผลิตสูงและคุณภาพดี ควรอยู่ในฤดูหนาวระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม
หรือต้นฤดูฝนระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม
การเตรียมดิน
ปลูกบนพื้นราบ ไถด้วยผาลสาม 1 ครั้ง ลึก 20-30 เซนติเมตร ตากดิน 7-10 วัน พรวนด้วยผาลเจ็ด
1 ครั้ง แล้วยกร่องปลูก
สูง 25-30 เซนติเมตร ถ้าปลูกเป็นแถวเดี่ยว ให้มีระยะระหว่างร่อง 75 เซนติเมตร ถ้าปลูกเป็นแถวคู่
ให้มีระยะระหว่างร่อง
120 เซนติเมตร
ปลูกบนร่องสวน เป็นการปลูกบนร่องสวนกว้าง 4-5 เมตร ตามความยาวของพื้นที่ โดยใช้จอบหรือรถไถเดินตาม
เปิดหน้าดิน
ลึก 15-20 เซนติเมตร ตากดิน 7-10 วัน ย่อยดินด้วยแรงงาน
ปรับระดับดินให้สม่ำเสมอ แล้วคราดเก็บเศษซาก ราก เหง้า หัวและไหลของวัชพืชข้ามปี
ออกจากแปลง
วิเคราะห์ดินก่อนปลูก
ถ้าดินมีค่าความเป็นกรดด่างต่ำกว่า 5.5 ให้หว่านปูนขาวอัตรา 100-200 กิโลกรัมต่อไร่
แล้วพรวนกลบ
ถ้าดินมีอินทรียวัตถุต่ำกว่า 1.5 ก่อนพรวนดิน ให้ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกที่ย่อยสลายดีแล้ว
อัตรา 500-1,000 กิโลกรัมต่อไร่ หรือหว่านพืชบำรุงดิน เช่นถั่วเขียวอัตรา 5 กิโลกรัมต่อไร่
แล้วไถกลบในระยะติดฝักหรือหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตของพืชบำรุงดิน
วิธีการปลูก
ก่อนปลูกทุกครั้ง ต้องคลุกเมล็ดพันธุ์ ด้วยสารป้องกันกำจัดโรคราน้ำค้าง ตามคำแนะนำ
ปลูกบนพื้นราบ
เมล็ดพันธุ์ที่มีความงอกสูงกว่า 85 เปอร์เซ็นต์ ให้หยอด 1 เมล็ดต่อหลุม ใช้เมล็ดพันธุ์
1.0-1.5 กิโลกรัมต่อไร่ ถ้าเมล็ดพันธุ์มี
ความงอกต่ำกว่า 85 เปอร์เซ็นต์ควรหยอดเมล็ด 1-2 เมล็ดต่อหลุม ใช้เมล็ดพันธุ์ 1.5-2.0
กิโลกรัมต่อไร่
อัตราปลูกที่เหมาะสมสำหรับการบริโภคฝักสดประมาณ 8,500 ต้นต่อไร่ สำหรับอุตสาหกรรมแปรรูป
8,500-11,000 ต้นต่อไร่
ถ้าปลูกเป็นแถวเดี่ยว ใช้ระยะระหว่างหลุม 25 เซนติเมตร หรือ ถ้าปลูกเป็นแถวคู่
ให้ปลูกข้างสันร่องแบบสลับฟันปลา ใช้ระยะระหว่างหลุม 25-30 เซนติเมตร
เมื่อข้าวโพดหวานมีอายุประมาณ 14 วัน ถอนแยกให้เหลือหลุมละ 1 ต้น
ปลูกบนร่องสวน
ระยะปลูก 50x50 เซนติเมตร ทำหลุมปลูกลึก 3-5 เซนติเมตร หยอดเมล็ดจำนวน 2-3 เมล็ดต่อหลุม
แล้วกลบด้วยดิน
เมื่อข้าวโพดหวานมีอายุประมาณ 14 วัน ถอนแยกให้เหลือ 2 ต้นต่อหลุม จำนวน 6,500-8,500
ต้นต่อไร่
การดูแลรักษา
การให้ปุ๋ย
ถ้าดินมีอินทรียวัตถุ ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมต่ำกว่า ตามที่ระบุไว้ในข้อ 1.2
ให้ปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0 สำหรับดินร่วนหรือดินร่วนเหนียวปนทรายและสูตร 15-15-15
สำหรับดินร่วนปนทราย อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ รองก้นร่องพร้อมปลูก
เมื่อข้าวโพดหวานอายุ 20 วัน ให้ปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่
หรือสูตร 21-0-0 อัตรา 100 กิโลกรัมต่อไร่ โรยข้างต้นหรือข้างแถว แล้วพรวนกลบ
ในกรณีที่มีการระบายน้ำดี แต่ข้าวโพดหวานมีลักษณะต้นเตี้ยและใบเหลือง ควรให้ปุ๋ยเคมีสูตร
46-0-0 อัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อข้าวโพดหวานอายุ 40-45 วัน
การให้น้ำ
ให้น้ำบนพื้นราบ
สามารถให้น้ำทั้งแบบตามร่อง หรือแบบพ่นฝอย แต่การให้น้ำแบบพ่นฝอย จะประหยัดกว่าการให้น้ำตามร่อง
การให้น้ำแบบพ่นฝอย ควรให้ 7-10 วัน ตลอดฤดูปลูก
การให้น้ำตามร่อง ควรให้น้ำสูงถึงระดับเศษ 3 ส่วน 4 ของร่อง เพื่อให้เมล็ดงอกสม่ำเสมอ
หลังจากนั้นให้น้ำทุก 3-5 วัน สำหรับดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายหรือ 7-10 วัน สำหรับดินร่วนเหนียวปนทราย
ไม่ควรปล่อยให้น้ำท่วมขังในแปลงนานเกิน 24 ชั่วโมง เพราะข้าวโพดหวานจะชะงักการเจริญเติบโตและผลผลิตลดลง
ให้น้ำบนร่องสวน
ให้น้ำโดยการตักน้ำสาด หรือใช้เครื่องสูบน้ำวางในเรือขนาดเล็ก สูบน้ำในร่อง
ควรให้น้ำทันทีหลังปลูก และหลังให้ปุ๋ยทุกครั้ง
ถ้าใบข้าวโพดหวานเหี่ยวหรือม้วนในช่วงเช้าหรือเย็น แสดงว่าขาดน้ำ ต้องให้น้ำทันที
ควรระวังอย่าให้ขาดน้ำในช่วงผสมเกสร และติดเมล็ด เพราะจะทำผลผลิตลดลงมาก
ศัตรูและการป้องกันกำจัด
โรคที่สำคัญและการป้องกันกำจัด
โรคราน้ำค้างหรือโรคใบลายทำให้ยอดมีข้อถี่ต้นแคระแกร็นใบเป็นทางสีขาวเขียวอ่อนหรือเหลืองอ่อนไปตามความยาวของใบ
พบผงสปอร์สีขาว เป็นจำนวนมากใต้ใบในเวลาเช้ามืดของคืนที่มีฝนตกและอากาศค่อนข้างเย็น
ถ้าระบาดรุนแรงต้นจะแห้งตายแต่ถ้าต้นอยู่รอดจะไม่ออกฝัก หรือติดฝักแต่ไม่มีเมล็ด
เชื้อราติดไปกับเมล็ด สปอร์ปลิวไปตามลม และน้ำ
โรคใบไหม้แผลเล็ก ระยะแรกเกิดจุดเล็กๆ สีเขียวอ่อนฉ่ำน้ำ
ต่อมาแผลขยายไปตามเส้นใบเกิดเป็นแผลไหม้ บริเวณกลางแผลมีสีเทา ขอบแผลสีน้ำตาล ขนาดของแผลไม่แน่นอนส่วนใหญ่เกิดกับใบล่าง
เชื้อราติดไปกับเมล็ด สปอร์ปลิวไปตามลมและน้ำ
โรคราสนิม ระยะแรกพบเป็นแผลจุดนูนสีน้ำตาลแดง ขนาด
0.2-1.3 มิลลิเมตร ต่อมาแผลจะแตกเห็นเป็นผงสีสนิม ถ้าระบาดรุนแรงจะทำให้ใบแห้งตาย
แมลงศัตรูที่สำคัญและการป้องกันกำจัด
หนอนเจาะลำต้นข้าวโพด เจาะเข้าทำลายส่วนยอด ช่อดอกตัวผู้
และลำต้น ทำให้ต้นชะงักการเจริญเติบโต หักล้มง่าย เมื่อมีการระบาดรุนแรงจะเข้าทำลายฝัก
พบการทำลายในแหล่งปลูกทั่วประเทศ โดยเฉพาะในจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี อุทัยธานี
และลพบุรี
หนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนกัดกินเส้นไหมและเจาะเข้าไปอาศัยกัดกินปลายฝัก ทำให้คุณภาพฝักเสียหาย พบการทำลายในแหล่งปลูกทั่วประเทศระยะข้าวโพดหวานเริ่มออกดอกตัวผู้ โดยเฉพาะในจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี อุทัยธานี และลพบุรี
เพลี้ยอ่อนข้าวโพด
ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากยอด ใบอ่อน ช่อดอกตัวผู้ ปลายไหม และฝัก
ทำให้การติดเมล็ดไม่สมบูรณ์ ฝักลีบ ถ่ายมูลหวานทำให้เกิดราดำ คุณภาพฝักลดลง ถ้าพบการระบาดรุนแรงในระยะข้าวโพดหวานมีช่อดอกตัวผู้
ควรพ่นสารคาร์บาริล (85% ดับบลิวพี) 50 กรัม/น้ำ 20 ลิตรและ ไบเฟนทริน (10% อีซี)
20 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร
มอดดิน กัดกินใบตั้งแต่เริ่มงอกถึงอายุประมาณ 14
วัน ทำให้ต้นอ่อนตาย หรือชะงักการเจริญเติบโต ต้นที่รอดตายจะเก็บเกี่ยวได้ ล่าช้า
ระบาดในพื้นที่เป็นดินร่วนปนทราย ควรคลุกเมล็ดก่อนปลูกด้วย อิมิดาโคลพริด (70%
ดับบลิวเอส) 5 กรัม / เมล็ด 1 กิโลกรัม
หนอนกระทู้หอม หนอนกัดกินทุกส่วนในระยะต้นอ่อน จะทำความเสียหายรุนแรงเมื่อหนอนมีความยาวตั้งแต่
2 เซนติเมตร พบระบาดมากในแหล่งปลูกจังหวัดราชบุรี และนครปฐม ควรพ่นสารนิวเคลียร์โพลีฮีโดรซิสไวรัส
20-30 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร และเบตาไซฟลูทริน (2.5%อีซี) 40 มิลลิลิตร/น้ำ 20
ลิตร
สัตว์ศัตรูที่สำคัญและการป้องกันกำจัด
หนู ทำลายมากตั้งแต่เริ่มเป็นฝักอ่อนจนถึงเก็บเกี่ยว
สกุลหนูพุกกัดโคนต้นให้ล้มแล้วกัดกินฝักอ่อน สกุลหนูท้องขาว เช่น
หนูบ้านท้องขาว หนูนาใหญ่ หนูนาเล็ก และสกุลหนูหริ่งปีนกัดแทะฝักอ่อนบนต้น
การป้องกันกำจัดวัชพืช
ไถ 1 ครั้ง ตากดิน 7-10 วัน พรวนดิน แล้วคราดเก็บเศษซาก ราก เหง้า หัว และไหลของวัชพืชข้ามปีออกจากแปลง
กำจัดวัชพืชระหว่างแถวปลูกด้วยแรงงาน หรือเครื่องจักรกล เมื่อข้าวโพดหวานอายุประมาณ
20 วัน และ 45 วัน
ในกรณีกำจัดวัชพืชด้วยแรงงานหรือเครื่องจักรกลไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ควรพ่นสารกำจัดวัชพืช
การเก็บเกี่ยว
เก็บเกี่ยว18-20 วันหลังออกไหม 50 เปอร์เซ็นต์
สังเกตจากสีของไหมจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม
เมื่อฉีกเปลือกข้าวโพดฝักบนสุด เมล็ดจะมีสีเหลืองอ่อน ถ้าใช้เล็บกดที่เมล็ดปลายฝักจะมีน้ำนมไหลออกมาแสดงว่า
อีกสองวันจะต้องเก็บเกี่ยว
ในกรณีที่ปลูกข้าวโพดหวานพันธุ์ผสมเปิด ซึ่งจะออกไหมไม่พร้อมกัน ต้องทะยอยเก็บเกี่ยว
2-3 ครั้ง และควรเก็บเกี่ยวฝักให้แล้วเสร็จภายใน 57 วัน
การเก็บข้าวโพดหวานก่อนหรือหลังช่วงที่เหมาะสมเพียง 1 2 วัน จะทำให้คุณภาพของฝักไม่ได้มาตรฐานตามที่ตลาด
และโรงงานอุตสาหกรรมต้องการ
ใช้มือหักฝักสดให้ถึงบริเวณก้านฝักที่ติดลำต้น
การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว
หลังเก็บเกี่ยวให้รีบนำฝักข้าวโพดหวานเข้าในที่ร่ม ไม่ให้ถูกแสงแดดโดยตรง
ไม่ควรกองสุมฝักข้าวโพดหวานสูงเกินไป ควรมีการถ่ายเทอากาศภายในกอง
สำหรับการขนส่งในระยะทางไกลที่ใช้เวลาขนส่งนานกว่า 3 ชั่วโมง ควรมีปล่องท่อเอสลอนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง
ประมาณ 15 เซนติเมตร ยาว 3-4 เมตร เจาะรูโดยรอบตลอดท่อขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 เซนติเมตร
หรือใช้หวาย สานหรือไม้ไผ่ ผ่าซีกประกอบเป็นท่อโปร่งทำเป็นปล่องเสียบไว้ตรงกลางกองข้าวโพดหวานจำนวน
2-3 อัน เพื่อช่วย ระบายความร้อนและถ่ายเทอากาศ
![]()
จัดทำโดย : ดาราวรรณ ทวีศักดิ์บวรกุล