
การถ่ายทอดความรู้สู่เกษตรกรในอดีตที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เกษตรกรมักจะเป็นผู้รับเทคโนโลยีตามระบบ โดยผ่านทางสถาบันวิชาการสู่กรมส่งเสริมการเกษตร ต่อไปยังหน่วยงานในสังกัด คือ ภาค จังหวัด อำเภอ และตำบล ลงสู่เกษตรตามลำดับ
การส่งเสริมการเกษตรตามแนวทางนี้ เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรมักจะจัดทำแบบเบ็ดเสร็จ (Package) คือ กำหนดในโครงการถึงประโยชน์ที่เกษตรจะได้รับ ซึ่งอาจจะรวมถึงการให้ปัจจัยการผลิต เช่น พันธุ์พืช ปุ๋ย สารกำจัดศัตรูพืช เป็นต้น โดยคาดหวังว่าเกษตรกรคงจะต้องปฏิบัติตามต่อไป วิธีการดังกล่าวอาจจะไม่ใช่ความต้องการที่แท้จริงของเกษตรกร แต่เป็นการยัดเยียดความรู้ให้แก่เกษตรกร (Technology Push) แทนที่จะเป็นความต้องการของเกษตรกร (Farmers Need Pull) ที่แท้จริง
ดังนั้นจึงมีการพัฒนากระบวนการเผยแพร่ความรู้สู่เกษตรกรตามแนวทางใหม่
ซึ่งเป็นการถ่ายทอดความรู้โดยผู้เรียนรู้มีส่วนร่วมตลอดกระบวนการใช้ระบบการให้การศึกษาผู้ใหญ่
ที่ผู้เรียนรู้ไม่รู้สึกตัวว่ากำลังถูกสอนหรือเรียนรู้
จึงเหมาะกับเกษตรกร
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ
การศึกษาไม่สูงนัก
แต่มีประสบการณ์ในอาชีพมาเป็นระยะเวลานาน
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจึงจำเป็นต้องใช้วิธีการในแนวทางใหม่ที่เรียกว่า
"โรงเรียนเกษตรกร"
"โรงเรียนเกษตรกร" ในกรณีนี้หมายถึง กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่นำมาใช้ในการส่งเสริมให้เกษตรกรได้ร่วมกันคิด แลกเปลี่ยนประสบการณ์ แก้ไขปัญหา และสามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเอง ในกระบวนการผลิตได้ทุกขั้นตอน
วิธีการถ่ายทอดความรู้สู่เกษตรกรตามแนวทางนี้
สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับกิจกรรมปลูกพืชทุกชนิด
รวมทั้งการเลี้ยงสัตว์ด้วย
โดยมีหลักการสำคัญ คือ
เกษตรกรหรือผู้เรียนจำเป็นต้องร่วมเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดฤดูการเพาะปลูก
หรือตลอดกระบวนการของกิจกรรมนั้น
ๆ
ซึ่งประโยชน์ของการเรียนรู้ตามกระบวนการจะช่วยให้เกษตรกรสามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเอง
โรงเรียนเกษตรกร เป็นคำที่มาจากศัพท์ภาษาอังกฤษ คือ Farmer Field School ซึ่งองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ภายใต้โครงการจัดการศัตรูพืชด้วยวิธีผสมผสานเพื่อชุมชน หรือ Community IPM in Asia เป็นผู้กำหนดขึ้นเพื่อใช้กับประเทศที่อยู่ในเครือข่ายซึ่งรวมทั้งประเทศไทยด้วย
แนวทางในการดำเนินการ
1. รวมกลุ่มเกษตรที่มีกิจกรรมเดียวกัน
กลุ่มละประมาณ 20 - 30 คน
2.
เกษตรกรที่ร่วมกิจกรรมจะต้องมีความสมัครใจ
3.
จัดกิจกรรมเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
ตามระยะการเจริญเติบโตของพืชตลอดฤดูการผลิต
(จำนวนครั้งขึ้นอยู่กับชนิดของพืช)
4. ประเด็นในการเรียนรู้
ต้องสอดคล้องกับปัญหา
และความต้องการของเกษตรกร
5.
สถานที่สำหรับเรียนรู้ควรจะอยู่ใกล้กับแปลงปลูกพืชมากที่สุด
6.
จัดให้เกษตรกรได้มีการศึกษา
ทดลอง
พิสูจน์ทราบเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น
7.
เกษตรกรจะเรียนรู้ด้วยการค้นพบด้วยตนเอง
โดยเจ้าหน้าที่ส่งเสริมเป็นวิทยากรพี่เลี้ยง
(Facilitator) ในกิจกรรมเรียนรู้

ตัวอย่างกิจกรรม
"โรงเรียนเกษตรกร"
ขั้นตอนในการดำเนินกิจกรรม
ขั้นตอนที่ 1. ผู้ดำเนินการและเกษตรกรทำความเข้าใจร่วมกันถึงสถานการณ์
ปัญหาและวัตถุประสงค์ของการรวมกลุ่มกันในครั้งนี้
ขั้นตอนที่ 2.
ใช้กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์แบ่งกลุ่มย่อยเพื่อเรียนรู้
และเก็บข้อมูลจากสถานการณ์จริงในแปลงปลูกพืช
เช่น ดิน น้ำ สภาพต้นพืช
การทำลายศัตรูพืช
ศัตรูตามธรรมชาติ
ขั้นตอนที่ 3.
วิเคราะห์ระบบนิเวศจากข้อมูลที่ได้ทั้งหมด
พร้อมตัดสินใจในกลุ่มย่อย
ขั้นตอนที่ 4.
เสนอผลในกลุ่มใหญ่เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
และตัดสินใจร่วมกัน
ขั้นตอนที่ 5. หัวข้อพิเศษเป็นประเด็นทางวิชาการ
ที่เป็นความต้องการของเกษตรกรเป็นบางครั้ง
ขั้นตอนที่ 6.
สรุปผลของกิจกรรมและวางแผนการดำเนินกิจกรรมในครั้งต่อไป
ข้อมูลโดย
สถาบันส่งเสริมเกษตรชีวภาพและโรงเรียนเกษตรกร
กรมส่งเสริมการเกษตร
จัดทำเว็บเพจโดย
นายฐิติพงษ์ วรสวัสดิ์