ปีที่ ๑๖ ฉบับที่ ๔๘ ประจำวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๑ โรคขอบใบแห้ง (Bacterial Leaf Blight Disease)


ปีที่ ๑๖ ฉบับที่ ๔๘ ประจำวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๑
โรคขอบใบแห้ง (Bacterial Leaf Blight Disease)

            เตือนเกษตรกรที่ปลูกข้าวในทุกภาคของประเทศไทย ด้วยขณะนี้เข้าสู่ช่วงฤดูฝนแล้วหลายพื้นที่ข้าวส่วนใหญ่อยู่ในระยะกล้าถึงแตกกอ ประกอบกับในช่วงนี้มีฝนตกอย่างต่อเนื่อง สภาพอากาศมีความชื้นสูงนอกจากโรคไหม้ข้าวแล้ว การระบาดของโรคขอบใบแห้งข้าวก็เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกข้าวในแถบ
ภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงขอให้เกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าวเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ของโรคขอบใบแห้งข้าว และหมั่นสำรวจแปลงนาอย่างสม่ำเสมอ หากพบใบข้าวมีลักษณะเป็นแผลช้ำที่ขอบใบของใบล่าง หรือแผลเป็นทางสีเหลืองยาวตามใบข้าว ให้รีบแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานเกษตรจังหวัด เพื่อดำเนินการควบคุมและป้องกันกำจัดทันที

เชื้อสาเหตุ  :  เชื้อแบคทีเรีย  Xanthomonas oryzae pv. oryzae (ex Ishiyama) Swings et al.

ลักษณะอาการ
           
โรคขอบใบแห้งข้าว สามารถพบได้ตั้งแต่ระยะกล้า แตกกอ จนถึงฺออกรวง โดยระยะกล้าจะมีจุดเล็กๆ ลักษณะช้ำที่ขอบใบของใบล่าง ต่อมาประมาณ ๗ - ๑๐ วัน
จุดช้ำนี้จะขยายเป็นทางสีเหลืองยาวตามใบข้าว ใบที่เป็นโรคจะแห้งอย่างรวดเร็ว และสีเขียวจะจางลงเป็นสีเทาอาการในระยะปักดำจะแสดงหลังจากปักดำแล้วประมาณหนึ่งเดือนถึงหนึ่งเดือนครึ่ง ใบที่เป็นโรคขอบใบมีรอยขีดช้ำต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองที่แผลมีหยดน้ำสีครีมคล้ายยางสนกลม ๆ ขนาดเล็กเท่าหัวเข็มหมุด
ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและหลุดร่วงและลอยไปตามน้ำ ซึ่งจะทำให้โรคสามารถระบาดไปยังพื้นที่อื่นได้ แผลจะขยายไปตามความยาวของใบ บางครั้งขยายเข้าไป
ข้างในตามความกว้างของใบ ขอบแผลมีลักษณะเป็นขอบลายหยัก แผลนี้เมื่อนานไปจะเปลี่ยนเป็นสีเทา ใบที่เป็นโรคขอบใบจะแห้งและม้วนตามความยาว ในกรณีที่
ต้นข้าวมีความอ่อนแอต่อโรค และเชื้อโรคมีปริมาณมาก จะทำให้ท่อน้ำท่ออาหารอุดตัน ต้นข้าวจะเหี่ยวเฉาและแห้งตายทั้งต้นอย่างรวดเร็ว เรียกอาการของโรคนี้ว่า
ครีเสก (kresek)

การแพร่ระบาด
           โรคขอบใบแห้งข้าวสามารถแพร่ระบาดไปกับน้ำในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสูง และสภาพที่มีฝนตก ลมพัดแรง จะทำให้โรคสามารถแพร่ระบาดได้อย่างกว้างขวางรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ซึ่งพบค่อนข้างมากในนาน้ำฝน นาในเขตชลประทาน ในแถบภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำวิธีการป้องกันกำจัด ดังนี้
           
๑. ปลูกข้าวพันธุ์ต้านทาน เช่น กข๕ กข๗ กข๑๔ กข๑๗ กข๒๑ กข๒๓ กข๒๕ กข๒๙ (ชัยนาท ๘๐) กข๓๑ (ปทุมธานี ๘๐) กข๓๗ กข๓๙
พิษณุโลก ๖๐-๑พิษณุโลก ๖๐-๒ สันป่าตอง๑ สุพรรณบุรี ๑ สุพรรณบุรี ๒ สุพรรณบุรี ๓ และสุพรรณบุรี ๙๐
           ๒. ในดินที่อุดมสมบูรณ์ไม่ควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินความจำเป็น
           ๓. เมื่อพบการระบาดของโรคในแปลงไม่ควรระบายน้ำจากแปลงไปสู่แปลงอื่น
           ๔. สำรวจแปลงนา อย่างสม่ำเสมอ และควรเฝ้าระวังการเกิดโรคถ้าปลูกข้าวพันธุ์ที่อ่อนแอต่อโรคนี้ เช่น พันธุ์ขาวดอกมะลิ ๑๐๕ กข๖ พิษณุโลก ๒ ชัยนาท๑
           ๕. ใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น เช่น แบคบิเคียว , ไอโซโพรไทโอเลน , คอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ เสตร็พโตมัยซินซัลเฟต+ออกซีเตทตราไซคลินไฮโดรคลอร์ไรด์ ไตรเบซิคคอปเปอร์ซัลเฟต ควรพ่นตั้งแต่พบอาการเริ่มแรก อัตราตามฉลากแนะนำในฉลาก
           ๖. ใช้สารผลิตภัณฑ์ในการป้องกันการเกิดโรค เช่น Bacillus subtilis  หากพบอาการของโรครุนแรงให้พ่นทุก ๗ วัน หรือคลุกเมล็ดก่อนการปลูก อัตราตามฉลากแนะนำในฉลาก

 

ที่มา  กรมการข้าว

ที่ปรึกษา  : นางจิระนุช  ชาญณรงค์กุล  ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย
                   
นางสาวสุมนา  สิมาสฤษฏ์  ผู้อำนวยการกลุ่มพยากรณ์และเตือนการระบาดศัตรูพืช

เรียบเรียงโดย :  นางสาวเบญจมาภรณ์  ชุ่มจิตร  นักวิชาการเกษตรชำนาญการ
                            
กลุ่มพยากรณ์และเตือนการระบาดศัตรูพืช กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย

Download ดาวน์โหลดเอกสาร

Update Date : บันทึกเมื่อ : 02/06/2561