ปีที่ ๑๖ ฉบับที่ ๖๗ ประจำวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๑ โรคขอบใบแห้ง


ปีที่ ๑๖ ฉบับที่ ๖๗ ประจำวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๑
โรคขอบใบแห้ง (Bacterial Leaf Blight Disease)

            เตือนเกษตรกรที่ปลูกข้าวในทุกภาคของประเทศไทย เฝ้าระวังโรคขอบใบแห้งระบาดในนาข้าว โดยเฉพาะในภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากช่วงนี้ฝนตกกระจายหลายพื้นที่ สภาพอากาศมีความชื้นสูง เหมาะต่อการระบาดของโรคขอบใบแห้งประกอบกับสามารถพบได้ในข้าวทุกระยะการเจริญเติบโต ดังนั้น เกษตรกรควรหมั่นสำรวจแปลงนาอย่างสม่ำเสมอ เมื่อเริ่มพบใบข้าวมีลักษณะเป็นแผลช้ำที่ขอบใบของใบล่าง หรือแผลเป็นทางสีเหลืองยาวตามใบข้าว ให้รีบแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัด เพื่อดำเนินการหาแนวทางควบคุมและป้องกันกำจัดก่อนเกิดการระบาดรุนแรง ทำให้ผลผลิตและคุณภาพข้าวลดลง

เชื้อสาเหตุ  :  เชื้อแบคทีเรีย  Xanthomonas oryzae pv. oryzae (ex Ishiyama) Swings et al.

ลักษณะอาการ
            โรคนี้เป็นได้ตั้งแต่ระยะกล้า แตกกอ จนถึงระยะออกรวง ต้นกล้าก่อนนำไปปักดำจะมีจุดเล็กๆ ลักษณะช้ำที่ขอบใบของใบล่าง ต่อมาประมาณ ๗ - ๑๐ วัน จุดช้ำนี้จะขยายกลายเป็นทางสีเหลืองยาวตามใบข้าว ใบที่เป็นโรคจะแห้งเร็ว และสีเขียวจะจางลงเป็นสีเทาๆ อาการในระยะปักดำจะแสดงหลังปักดำแล้วหนึ่งเดือนถึงเดือนครึ่ง ใบที่เป็นโรคขอบใบมีรอยขีดช้ำ ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองที่แผลมีหยดน้ำสีครีมคล้ายยางสนกลมๆ ขนาดเล็กเท่าหัวเข็มหมุด ต่อมาจะกลายเป็นสีน้ำตาลและหลุดไปตาม น้ำหรือฝน ซึ่งจะทำให้โรคสามารถระบาดต่อไปได้ แผลจะขยายไปตามความยาวของใบ บางครั้งขยายเข้าไปข้างในตามความกว้างของใบ ขอบแผลมีลักษณะเป็นขอบลายหยัก แผลนี้เมื่อนานไปจะเปลี่ยนเป็นสีเทา ใบที่เป็นโรคนี้บริเวณขอบใบจะแห้งและม้วนตามความยาว ในกรณีที่ต้นข้าวมีความอ่อนแอต่อโรคและเชื้อโรคมีปริมาณมาก จะทำให้ท่อน้ำท่ออาหารอุดตัน ต้นข้าวจะเหี่ยวเฉาและแห้งตายทั้งต้นโดยรวดเร็ว เรียกอาการของโรคนี้ว่า ครีเสก (kresek)

การแพร่ระบาด
            เชื้อสาเหตุโรคสามารถแพร่ไปกับน้ำในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสูง และสภาพที่มีฝนตก ลมพัดแรง จะช่วยให้โรคแพร่ระบาดอย่างกว้างขวางรวดเร็ว พบมากในนาน้ำฝน นาชลประทาน ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ ภาคใต้

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำวิธีการป้องกันกำจัด ดังนี้
            ๑. ใช้พันธุ์ข้าวที่ต้านทาน เช่น พันธุ์สุพรรณบุรี ๖๐ สุพรรณบุรี ๙๐ สุพรรณบุรี ๑ สุพรรณบุรี ๒ กข๗ และ กข๒๓
            ๒. ในดินที่อุดมสมบูรณ์ไม่ควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจนมาก
            ๓. ไม่ควรระบายน้ำจากแปลงที่เป็นโรคไปสู่แปลงอื่น
            ๔. สำรวจแปลงนา อย่างสม่ำเสมอ และควรเฝ้าระวังการเกิดโรคถ้าปลูกข้าวพันธุ์ที่อ่อนแอต่อโรคนี้ เช่น พันธุ์ขาวดอกมะลิ ๑๐๕ กข๖ เหนียวสันป่าตอง พิษณุโลก ๒ ชัยนาท ๑ เมื่อเริ่มพบอาการของโรคบนใบข้าว
            ๕. ใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น เช่น แบคบิเคียว ไอโซโพรไทโอเลน คอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ เสตร็พโตมัยซินซัลเฟต+ออกซีเตทตราไซคลินไฮโดรคลอร์ไรด์ ไตรเบซิคคอปเปอร์ซัลเฟต ควรพ่นตั้งแต่พบอาการเริ่มแรก อัตราตามฉลากแนะนำ
            ๖. ใช้ชีวผลิตภัณฑ์ในการป้องกันการเกิดโรค เช่น Bacillus amyloliquefaciens, Bacillus subtilis หรือ Pseudomonas fluorescens โดยหากพบอาการของโรครุนแรงให้พ่นทุก ๗ วัน หรือ คลุกเมล็ดก่อนปลูก อัตราตามฉลากแนะนำ

 

ที่มา  :  ๑. กรมการข้าว
             ๒. ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ที่ปรึกษา      :  นางจิระนุช  ชาญณรงค์กุล  ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย
    
                    นางสาวสุมนา  สิมาสฤษฏ์  ผู้อำนวยการกลุ่มพยากรณ์และเตือนการระบาดศัตรูพืช

เรียบเรียงโดย :  นางสาวเบญจมาภรณ์  ชุ่มจิตร  นักวิชาการเกษตรชำนาญการ     กลุ่มพยากรณ์และเตือนการระบาดศัตรูพืช กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย

Download ดาวน์โหลดเอกสาร

Update Date : บันทึกเมื่อ : 18/07/2561