
ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) ครั้งที่ 6/2568 เพื่อทบทวนแนวทางดำเนินงานและกิจกรรมพัฒนาผลไม้ไทยให้สอดคล้องกับสถานการณ์การค้าโลกและกรอบยุทธศาสตร์พัฒนาผลไม้ไทย พ.ศ. 2565–2570


นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวภายหลังการประชุมถึงการทบทวนการดำเนินงาน/กิจกรรมที่สอดคล้องกับสถานการณ์การค้าผลไม้ และกรอบยุทธศาสตร์พัฒนาผลไม้ไทย เป้าหมายไม้ผลเศรษฐกิจ 7 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง ลิ้นจี่ ลำไย มะม่วง มีเป้าหมายสำคัญ 3 แนวทาง ได้แก่
1) สร้างเสถียรภาพราคาผลไม้ มีเป้าหมายให้ค่าเฉลี่ยของราคาที่เกษตรกรขายได้จะไม่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต
ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยให้ ราคาผลไม้โดยรวมปรับตัวสูงขึ้น เกษตรกรมีรายได้และผลตอบแทนที่ดีขึ้น พร้อมส่งเสริม
ให้การผลิตและการตลาดของผลไม้ไทย มีความสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว
2) เพิ่มมูลค่าการส่งออกผลไม้สดและผลิตภัณฑ์แปรรูป มีเป้าหมายไม้ผล 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด ลำไย มะม่วง ให้มีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ต่อปี และไม้ผล 3 ชนิด ได้แก่ เงาะ ลองกอง ลิ้นจี่ ให้มีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 3 ต่อปี
3) พัฒนาผลไม้คุณภาพมาตรฐาน GAP มีเป้าหมายไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของแปลงไม้ผล 7 ชนิด ที่ขอรับรอง GAP จะต้องได้รับการรับรองมาตรฐาน เพื่อให้ผลไม้ไทยมีคุณภาพ ปลอดภัยต่อผู้บริโภค และแข่งขันได้ในตลาดทั้งในและต่างประเทศ


สำหรับข้อเสนอแนวทางการดำเนินงานที่สอดคล้องกับสถานการณ์การค้าผลไม้และกรอบยุทธศาสตร์พัฒนาผลไม้ไทย พ.ศ. 2565 – 2570 ประกอบด้วย
1) จัดทำแผนการเจรจามาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช และด้านการขนส่งโลจิสติกส์ โดยกำหนดให้สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นตลาดยุทธศาสตร์หลัก ในช่วงปี 2569 – 2570
2) จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อประสานงานด้านมาตรการสุขอนามัยพืช (SPS) กับระหว่างประเทศไทยกับประเทศคู่ค้า เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้าให้ผลไม้และผลิตภัณฑ์เกษตรไทยเข้าสู่ตลาดต่างประเทศได้อย่างราบรื่น และติดตามและแก้ไขปัญหาเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก รวมถึงมาตรการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลไม้ระหว่างประเทศคู่ค้าอื่นอย่างต่อเนื่อง
3) พัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับดิจิทัลผลไม้ไทย ให้ครอบคลุมผลไม้เศรษกิจ 7 ชนิด เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่ การผลิต การเก็บเกี่ยว การแปรรูป ไปจนถึงการจำหน่าย รวมถึงสามารถติดตามและตรวจสอบย้อนกลับผลไม้ไทย
ได้อย่างครบวงจร เป็นการรับประกันคุณภาพและความปลอดภัยของผลไม้ และสนับสนุนการส่งออกให้เกิดความมั่นใจ
ให้ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ
4) จัดตั้งศูนย์กลางการบริหารจัดการโลจิสติกส์ (Logistic Hub) ของผลไม้ไทย ตามแนวเชื่อมโยงเส้นทางหลัก เช่น เชียงใหม่ – จันทบุรี – รวมถึงจุดเชื่อมต่อชายแดน เพื่อลดระยะเวลาขนส่งผลไม้ไทย ไปยังตลาดจีน และเพิ่มความสามารถแข่งขันกับผลไม้จากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม สนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยให้ส่งออกได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
5) จัดตั้งทีมเจรจามาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ระหว่างไทย – จีน แบบเร่งรัด ขยายโอกาสการส่งออกสินค้าเกษตรไทยไปจีนปรับปรุงเงื่อนไขด้านการค้าและมาตรการสุขอนามัยพืช อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
6) ยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ให้เหนือกว่าคู่แข่งขันในภูมิภาค โดยสร้างภาพลักษณ์คุณภาพและความน่าเชื่อถือของผลไม้ไทย สวนผลไม้ โรงคัดบรรจุ การขนส่ง นอกจากนี้ยังมีการ นำกลไกตลาดมาใช้เป็นแนวทางเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งเสริมการผลิตและขนส่งผลไม้ที่ยั่งยืน สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคและตลาดต่างประเทศ
7) พัฒนาแบรนด์ผลไม้ไทย เพื่อสร้างความแตกต่างในตลาดผ่านคุณค่าและมาตรฐานความปลอดภัย ความมั่นใจ
ให้ผู้บริโภค การตรวจสอบย้อนกลับ และความยั่งยืน ซึ่งจะต้องให้เกิดการการแข่งขันด้วย คุณภาพ มาตรฐาน และความน่าเชื่อถือ ซึ่งช่วยให้ผลไม้ไทยสามารถสร้าง ภาพลักษณ์ที่แข็งแรงในตลาดโลก
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการตามระยะเวลาในแผนปฏิบัติงานต่อไป


อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาพรวมการค้าผลไม้ไทยนั้นถือได้ว่าเป็นสินค้าเกษตรเศรษฐกิจหลักของประเทศไทยที่สร้างรายได้การส่งออกเป็นอย่างมาก โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีมูลค่าการส่งออกผลไม้และผลิตภัณฑ์ 309,519 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 16.04 ของมูลค่าส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ทั้งหมด
ของประเทศ (ปี 2567 มูลค่า ส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ของไทย = 1,930,142 ล้านบาท) โดยส่งออกทุเรียน
มากที่สุด มูลค่า 158,319 ล้านบาท มีตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน CLMV ตะวันออกกลาง
และสหภาพยุโรป
ทั้งนี้ สถานการณ์แข่งขันทางการค้าเริ่มรุนแรงมากขึ้น โดยจีนมีการนำเข้าผลไม้จากคู่แข่ง เช่น เวียดนาม กัมพูชา และอินโดนีเซีย เพิ่มขึ้น ขณะที่สัดส่วนการนำเข้าจากไทยลดลง ขณะเดียวกัน ปี 2568 ผลผลิตผลไม้ไทยคาดว่าจะเพิ่มขึ้น ร้อยละ 16.54 จากปีก่อนหน้า เนื่องจากสภาพอากาศและปริมาณน้ำฝนเอื้ออำนวย เพิ่มขึ้น 6.1% ส่งผลให้ผลผลิตล้นตลาดและราคาปรับตัวลดลง จึงเตรียมการวางแผนรับมือแก้ไขปัญหาลำไยภาคตะวันออกและทุเรียนภาคตะวันออก
ในฤดูกาลต่อไป
นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้มีมติเห็นชอบให้กรมส่งเสริมการเกษตร เสนอโครงการพัฒนาสวนลำไยคุณภาพตัดแต่งทรงพุ่ม/ช่อผล ฟื้นฟูสวนลำไยเพื่อเพิ่มรายได้ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนลำไยภาคเหนือ และป้องกันวิกฤติการณ์ภาวะผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำ เกิดการกระจายตัวของปริมาณผลผลิต มีการฟื้นฟูการผลิตลำไยให้มีประสิทธิภาพด้วยการตัดแต่งทรงพุ่มและช่อผล เพื่อเพิ่มสัดส่วนลำไยคุณภาพสูงเกรดพรีเมี่ยมให้มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น เป็นการยกระดับรายได้เกษตรกรชาวสวนลำไยและเกิดแนวปฏิบัติเป็นภาพลักษณ์ใหม่ของการผลิตลำไยคุณภาพสูงของไทยต่อตลาดโลกและชาวสวนลำไย ให้มีการประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน วงเงิน 1,000 ล้านบาท เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง
…
กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมส่งเสริมการเกษตร : ข่าว
สำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร : ข้อมูล
