
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีความร่วมมือกับกระทรวงอาหารและเกษตรแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (Federal Ministry of Food and Agriculture: BMEL) ดำเนินโครงการความร่วมมือระหว่างเยอรมัน – ไทย เพื่อส่งเสริมระบบและการบริหารจัดการด้านการเกษตรอย่างยั่งยืนผ่านเครือข่ายนวัตกรรม (Working Group on German – Thai Cooperation Project to Promote Sustainable Agricultural Production Systems/Management through Innovation Networks) และมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานดำเนินโครงการฯ มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบการผลิตทางการเกษตรอย่างยั่งยืน ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้ที่เหมาะสมกับบริบทของเกษตรกรไทย โดยเน้นการทดลองและสาธิตในพื้นที่จริง เพื่อให้เกษตรกรสามารถเรียนรู้ ปรับใช้ และต่อยอดได้ด้วยตนเอง


นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวในพิธีปิดการโครงการความร่วมมือระหว่างเยอรมัน – ไทย เพื่อส่งเสริมระบบและการบริหารจัดการด้านการเกษตรอย่างยั่งยืนผ่านเครือข่ายนวัตกรรม ว่า ตลอดระยะเวลา 3 ปี โครงการดำเนินงานร่วมกับกลุ่มเกษตรกรใน 6 จังหวัด ได้แก่ น่าน สระบุรี พัทลุง สตูล ชุมพร และเชียงใหม่ ครอบคลุมสินค้าเกษตรสำคัญ ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กาแฟ ปาล์มน้ำมัน ขมิ้นชัน ทุเรียน และมะม่วง โดยมุ่งแก้ไขปัญหาการผลิตของแต่ละพื้นที่ ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ผ่านการฝึกอบรม การสาธิตเทคโนโลยี และการทดลองปฏิบัติจริง

จังหวัดน่าน เกษตรกรได้นำต้นกล้ากาแฟและกล้วยแซมไปปลูกในพื้นที่เดิมที่เคยปลูกข้าวโพด พร้อมฝึกปฏิบัติการเก็บเกี่ยว แปรรูป และคัดแยกเมล็ดกาแฟ รวมถึงการผลิตและใช้ไบโอชาร์ ผลการดำเนินงานพบว่า ทั้ง 3 กลุ่มสามารถจัดตั้งแปลงปลูกกาแฟร่วมกับกล้วยและผลิตต้นกล้ากาแฟได้เอง โดยเกษตรกรรายงานว่าคุณภาพและราคาจำหน่ายกาแฟดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้นกาแฟยังอยู่ในช่วงเริ่มเจริญเติบโต จึงยังไม่สามารถยืนยันผลด้านรายได้อย่างเต็มที่ หรือประเมินผลการลดการเผาในระยะยาวได้
จังหวัดสระบุรี มีการติดตั้งสถานีตรวจวัดสภาพอากาศในเดือนมกราคม และดำเนินการทดลองซ้ำเพื่อแก้ข้อจำกัดจากภัยแล้งและปัญหาศัตรูพืชที่พบในปีก่อนหน้า ผลการสาธิตเบื้องต้นพบว่า การปรับระดับพื้นที่ด้วยเลเซอร์และการไถระเบิดดินดานช่วยลดปัญหาน้ำขัง และทำให้ข้าวโพดเจริญเติบโตสม่ำเสมอขึ้น พร้อมจัดกิจกรรม Field Day เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เพื่อถ่ายทอดแนวทางการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ผลการทดลองบางประเด็นยังต้องมีข้อมูลเพิ่มเติมก่อนพิจารณาขยายผล

ขณะที่ จังหวัดพัทลุง เกษตรกรนำทางใบปาล์มน้ำมันและชีวมวลมาใช้ผลิตปุ๋ยหมักและไบโอชาร์สำหรับใช้ในสวนของตนเอง พร้อมเชื่อมโยงการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้กับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกขมิ้นชันในจังหวัดสตูล และนำประสบการณ์การใช้ชีวมวลและไบโอชาร์ไปถ่ายทอดในกิจกรรม Biochar Journey ภายในงาน AGRITECHNICA ASIA 2026 โดยแนวทางการใช้เครื่องสับทางใบ การผลิตปุ๋ยหมัก และการผลิตไบโอชาร์ได้รับการประเมินว่ามีศักยภาพในการขยายผลต่อไป
สำหรับ จังหวัดสตูล มีการทดลองปลูกขมิ้นชันโดยใช้วัสดุปลูกที่ผสมปุ๋ยหมักและไบโอชาร์ พบว่าช่วยเพิ่มผลผลิตต่อถุง ขณะที่การใช้เครื่องหั่นช่วยให้กระบวนการอบแห้งเร็วขึ้นและลดปัญหาเชื้อรา สะท้อนการนำเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาในกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นทางถึงหลังการเก็บเกี่ยว


ด้าน จังหวัดชุมพรและเชียงใหม่ มีการเตรียมสวนทุเรียนและสวนมะม่วงเข้าสู่กระบวนการตามมาตรฐานการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ หรือ T-VER รวมทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำเชื่อมมะม่วงจากมะม่วงเกรดรอง เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิต โดยผลทดสอบพบว่าร้อยละ 70 ของผู้ทดสอบชื่นชอบสูตรที่คัดเลือก ทั้งนี้ การขอรับรอง T-VER ยังอยู่ระหว่างกระบวนการ จึงต้องติดตามผลต่อไป
นอกจากการพัฒนาการผลิตในระดับพื้นที่แล้ว โครงการยังมุ่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และเกษตรกร ผ่านเวทีแลกเปลี่ยนนวัตกรรม การประกวดแนวคิดเพื่อแก้ไขปัญหาภาคการเกษตร การสาธิตเครื่องจักรกลเกษตร ตลอดจนการศึกษาดูงานในประเทศอินโดนีเซีย เยอรมนี และญี่ปุ่น เพื่อเรียนรู้แนวทางการส่งเสริมการเกษตร การบริหารจัดการสหกรณ์ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการเชื่อมโยงงานวิจัยสู่การปฏิบัติจริง
ขณะเดียวกัน ยังมีการพัฒนาแนวคิดนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการทำงานของเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ ทั้งเครื่องมือช่วยตรวจสอบศัตรูพืช โรคพืช และวัชพืช รวมถึงเครื่องมือช่วยจัดการด้านการเงินสำหรับเกษตรกร ซึ่งเป็นอีกแนวทางในการนำเทคโนโลยีมาช่วยแก้ปัญหาและสนับสนุนการตัดสินใจด้านการเกษตร

นายรพีทัศน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือ 3 ปี ไม่ได้มีเพียงเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่นำมาทดลองในพื้นที่ แต่ยังรวมถึงองค์ความรู้ ประสบการณ์ และเครือข่ายความร่วมมือที่เกิดจากการเรียนรู้ร่วมกัน โดยการทดลองในแต่ละพื้นที่ทำให้เห็นทั้งแนวทางที่มีศักยภาพและข้อจำกัดที่ต้องนำไปปรับปรุงก่อนขยายผล แม้โครงการจะสิ้นสุดระยะเวลาดำเนินงานในเดือนธันวาคม 2569 แต่ผลจากการดำเนินงานสามารถนำไปพิจารณาต่อยอดในพื้นที่อื่นได้ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรจะให้ความสำคัญกับการติดตามผลระยะยาว การถอดบทเรียนจากการทดลอง และการคัดเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทและความต้องการของเกษตรกร เพื่อให้การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปใช้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม
ขณะเดียวกัน ความร่วมมือระหว่างประเทศและการหารือเชิงนโยบายในระดับอาเซียน ยังเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ เพื่อร่วมกันรับมือกับความท้าทายด้านการเกษตร อาหาร สิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนร่วมกันพัฒนาระบบการผลิตทางการเกษตรที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระดับภูมิภาคต่อไป.-

